12152017Fri
Last updateTue, 22 Nov 2016 12pm

OIC โอไอซีห่วงไฟใต้-หนุนพูดคุย ไทยโล่งไม่เอ่ยถึง MARA PATANI "มารา ปาตานี" ในแถลงการณ์

ที่ประชุมสุดยอดประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม หรือโอไอซี ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย และสนับสนุนให้มีกลุ่มตัวแทนชุมชนมุสลิมเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสันติภาพ แต่ไม่ปรากฏชื่อองค์กร "มารา ปาตานี" ในแถลงการณ์

แถลงการณ์ของโอไอซี มีขึ้นหลังสิ้นสุดการประชุมที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันศุกร์ที่ 15 เม.ย.59 ที่ผ่านมา ระบุว่า โอไอซีขานรับรูปแบบการจัดตั้ง "กลุ่มตัวแทนชุมชนมุสลิมในภาคใต้" และการตัดสินใจเดินหน้ากระบวนการสันติภาพของรัฐบาลไทยภายใต้การอำนวยความสะดวกของมาเลเซีย

นอกจากนี้ โอไอซียังเรียกร้องให้กลุ่มตัวแทนชุมชนมุสลิมดังกล่าว เปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและร่วมมือทำงานด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อรับประกันว่ากระบวนการสันติภาพจะได้รับการยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เช่นเดียวกับการตระหนักถึงสันติภาพ ความสามัคคี และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย

ขณะเดียวกัน โอไอซีเรียกร้องให้รัฐบาลไทยรับประกันความปลอดภัยในการเดินทางของสมาชิกกลุ่มดังกล่าวนี้ และคุ้มครองไม่ให้พวกเขาถูกควบคุมตัวและดำเนินคดีระหว่างเข้าร่วมกระบวนการสันติภาพ

นอกจากโอไอซีได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในภาคใต้ของไทยแล้ว ยังแสดงความหวังว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินมาตรการที่สร้างสรรค์ในการปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้ รวมถึงในแถลงการณ์ร่วมไทย-โอไอซี เมื่อปี 2550 ที่มีการเน้นย้ำอีกครั้งในปี 2555 ระหว่างที่เลขาธิการโอไอซี และผู้แทนในขณะนั้น เดินทางเยือนไทยด้วย

สำหรับประเด็นนอกเหนือจากปัญหาชายแดนใต้ของไทย บรรดาผู้นำโอไอซีได้ประกาศร่วมกันว่าจะต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย ขจัดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนต่างนิกายศาสนา และแก้ไขกรณีพิพาทในภูมิภาค พร้อมทั้งประณามอิหร่านที่แทรกแซงกิจการภายในของหลายรัฐในภูมิภาคและรัฐสมาชิกอื่นๆ

ฝ่ายมั่นคงชี้แถลงการณ์เป็นบวกกับไทย

แถลงการณ์ของที่ประชุมสุดยอด 57 ผู้นำรัฐสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ โอไอซี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไทย ซึ่งมีทั้งหมด 2 ข้อ จากผลประชุมรวม 218 ข้อนั้น หน่วยงานด้านความมั่นคงวิเคราะห์ว่า เนื้อหาโดยรวมยังเป็นบวกกับไทย โดยเฉพาะการไม่ระบุชื่อ "มารา ปาตานี" หรือ "ปาตานี" ในแถลงการณ์ แต่ใช้คำว่า "กลุ่มผู้แทนชุมชนมุสลิมในภาคใต้ของไทย" แทน

ทั้งนี้ "มารา ปาตานี" เป็นองค์กรตัวแทนที่ผู้เห็นต่างจากรัฐ 6 กลุ่มตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกระบวนการพูดคุยกับรัฐบาลไทย และพยายามล็อบบี้โอไอซีให้ยกสถานะของกลุ่มตน โดยมีรายงานความเคลื่อนไหวของมารา ปาตานี ในการเข้าพบเลขาธิการโอไอซี นายอิยาด อามี มาดานิ ระหว่างเดินทางเยือนมาเลเซีย รวมทั้งไทย เมื่อเดือน ม.ค.59 ที่ผ่านมา


จยย.บอมบ์หน้าสถานีรถไฟจะนะ "ตำรวจ-เด็กชาย" สังเวยชีวิต บาดเจ็บอื้อ

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงตึงเครียดต่อเนื่อง ล่าสุดเกิดระเบิดมอเตอร์ไซค์บอมบ์หน้าสถานีรถไฟจะนะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 นาย

เหตุการณ์ร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.30 น.ช่วงเย็นวันจันทร์ที่ 11 เม.ย.59 คนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิดใกล้กับรถตำรวจ สภ.จะนะ บริเวณหน้าสถานีรถไฟจะนะ บื้องต้นมีรายงานกำลังพลเสียชีวิต 1นาย ได้รับรับบาดเจ็บ 1 นาย ทราบชื่อคือ ร.ต.อ.ยอดชาย บุญส่ง รองสารวัตรปราบปราม สภ.จะนะ เสียชีวิต และ ด.ต.อำนาจ ชาริผล ผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม สภ.จะนะ ได้รับบาดเจ็บ

ต่อมามีการรายงานยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 2 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บรวมแล้ว 8 คน สรุปได้ดังนี้

ผู้เสียชีวิต 2 คน คือ ร.ต.อ.ยอดชาย บุญสุข กับ ด.ช.อาหมัดยาซีน หมัดซัน อยู่บ้านเลขที่ 35/1 หมู่ 10 ต.จะโหนง อ.จะนะ

ผู้บาดเจ็บ 8 คน คือ ด.ต.อำนาจ ชาริผล, นางนพเก้า ค้าชื้น, นายยูนุ ดือรามิง, นายอานัด มะหะหมัด, นายภูสิทธิ์ หมัดซัน, นางอันเสาะ โต๊ะเงาะ, ด.ญ.อิฟฟา หมัดซัน และ ด.ญ.อาชิมะ หมัดซัน

สำหรับตระกูลหมัดซัน มากันพ่อแม่และลูก 3 คน คือ นายภูสิทธิ์ บิดา นางอันเสาะ มารดา และลูกสาว 2 คนกับลูกชาย 1 คน โดยลูกชาย คือ ด.ช.อาหมัดยาซีน เสียชีวิต ส่วนที่เหลือได้รับบาดเจ็บ

มีรายงานว่า คนร้ายซุกระเบิดไว้ในรถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์บอมบ์) ก่อนจุดชนวนจนเกิดระเบิดเสียงดังสนั่น รถกระบะของตำรวจ และรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านได้รับความเสียหายหลายคัน

สำหรับ อ.จะนะ เป็น 1 ใน 4 อำเภอของ จ.สงขลาซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย 4 อำเภอนี้เคยเป็นพื้นที่ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ต่อมายกเลิก และประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 แทน

isranews

,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

 

จากบุกยึดรพ.ถึงหวิดบอมบ์ยะลา...สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น!

เขียนวันที่ วันเสาร์ ที่ 09 เมษายน 2559 เวลา 09:38 น.เขียนโดยทีมข่าวอิศราหมวดหมู่สกู๊ปข่าว | เรื่องเด่น - สำนักข่าวอิศรา | เรื่องเด่น-ภาคใต้
DecreaseIncreaseFont size Send Print
30
เหตุรุนแรง 2 เหตุการณ์สำคัญ คือ คนร้ายกว่า 50 คนบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 13 มี.ค. และกรณีคนร้าย 7-8 คน ปล้นรถสองสามีภรรยาจาก อ.บันนังสตา จ.ยะลา ก่อนนำไปบรรทุกระเบิด แล้วบังคับให้ขับไปจอดเพื่อก่อวินาศกรรมกลางเมืองยะลา เมื่อวันที่ 5 เม.ย.นั้น กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

เป็นการถูกพูดถึงในแง่ของการตั้งคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยข้อสงสัย แม้ว่าทั้งสองเหตุการณ์จะไม่ได้นำมาซึ่งความสูญเสียขนาดใหญ่ก็ตาม

รายงานพิเศษชิ้นนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำความคิดหรือความเชื่อใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงการรวบรวมข้อสังเกตของฝ่ายต่างๆ ประกอบข้อมูลและบทวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางหน่วยมานำเสนอเท่านั้น

ทั้งนี้เพื่อสะท้อนว่าพื้นที่ชายแดนใต้ยังคงเป็นดินแดนสนธยา และเต็มไปด้วยความซับซ้อนจริงๆ

ยึด รพ.ใช้กระสุนเปลือง!

เริ่มจากเหตุคนร้ายบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง เพื่อใช้เป็นที่มั่นและจุดสูงข่มในการระดมยิงฐานทหารพราน กองร้อยทหารพรานที่ 4816 ซึ่งตั้งอยู่ติดกับรั้วโรงพยาบาล แม้จนถึงขณะนี้จะมีข้อมูลยืนยันจนสิ้นสงสัยแล้วว่าไม่ได้เป็นการกระทำในลักษณะ "จัดฉาก" ของเจ้าหน้าที่รัฐด้วยกันเอง

ทว่าก็ยังมีข้อสงสัยว่าอาจเป็นการ "สร้างสถานการณ์" โดยใครหรือกลุ่มใด เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการแสดงศักยภาพของขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหรือไม่

ประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตกันมากก็คือ ปลอกกระสุนของคนร้ายที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุซึ่งมีมากถึง 1,825 ปลอก จากปืนสงคราม 52 กระบอก เหตุใดถึงได้ยิงกันอย่างฟุ่มเฟือยถึงเพียงนี้ ราวกับกระสุนเป็นของหาง่าย

ประเด็นนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายรายมองตรงกันว่า ที่ผ่านมาหากเป็นปฏิบัติการของนักรบบีอาร์เอ็น การยิงจะมุ่งผลสัมฤทธิ์มากกว่านี้ และใช้กระสุนประหยัดกว่านี้ เนื่องจากกระสุนหายาก และอาวุธของบรรดานักรบเกือบทั้งหมดได้ไปจากการปล้นชิงเจ้าหน้าที่

ขณะเดียวกัน ในขณะที่ยิงกันอย่างสะบั้นหั่นแหลกถึงเกือบ 2 พันนัด แต่กลับไม่ได้ก่อความสูญเสียต่อชีวิตของทหารพรานภายในฐานเลย มีเพียงผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 นาย เป็นทหารพราน 6 นาย และ อส.1 นาย

ข้อสังเกตนี้ไม่ได้มีขึ้นเพราะต้องการให้เกิดความสูญเสีย แต่ด้วยความที่คนร้ายอยู่ในจุดสูงข่มที่สามารถเลือกยิงได้ถนัดถนี่ ขณะที่ฝ่ายทหารก็ไม่กล้ายิงตอบโต้ เพราะคนร้ายใช้โรงพยาบาลซึ่งมีผู้ป่วยและหมอ พยาบาลเป็นสถานที่กำบัง แต่ด้วยวิถีการยิงที่ได้เปรียบ กับการใช้กระสุนจำนวนมาก กลับไม่อาจก่อผลที่สมกับรูปแบบความรุนแรงที่ได้กระทำ

ยิ่งไปกว่านั้น อาวุธปืนสงคราม 52 กระบอกที่คนร้ายใช้ มีเพียง 18 กระบอกที่มีประวัติในสารบบของฝ่ายความมั่นคงว่าเคยใช้ก่อเหตุรุนแรงมาก่อน แสดงว่าอาวุธปืนอีกถึง 34 กระบอก หรือเกือบ 2 เท่า เป็นอาวุธที่ไม่เคยถูกนำมาใช้ หรือเคยใช้แต่ไม่เคยถูกเก็บประวัติ (ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้)

คำถามคืออาวุธเหล่านี้มาจากไหน?

ขณะที่การติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุอุกอาจถึงขั้นควงอาวุธบุกยึดโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็อยู่ในอาการมืดแปดด้าน หมายจับที่ออกมาแล้ว 2-8 หมาย เป็นการออกตามประวัติการใช้ปืน 18 กระบอกในพื้นที่ 5 อำเภอของ จ.นราธิวาสเป็นหลัก ซึ่งต้องเรียกว่าเป็น "ฐานข้อมูลเก่า"

ที่สำคัญ ผู้ก่อเหตุหลายคนไม่ได้ใช้ผ้าหรือหมวกคลุมศีรษะปกปิดใบหน้า ซ้ำยังเดินผ่านกล้องวงจรปิดแบบไม่กลัวใครจำได้อีกด้วย

7ข้อสงสัยปล้นรถ-ซุกบอมบ์

เหตุการณ์ที่ 2 กรณีคนร้ายปล้นรถของลุงกับป้า สองสามีภรรยาจากพื้นที่บันนังสตา แล้วนำระเบิดถังแก๊ส 2 ถัง น้ำหนักระเบิด 160 กิโลกรัมยัดใส่รถ จากนั้นบังคับให้คุณลุงขับรถเข้าไปจอดกลางเมืองยะลาเพื่อกดระเบิด

ยุทธวิธีของกลุ่มคนร้าย นอกจากจะจับคุณป้าแยกขึ้นรถไปอีกคันเพื่อเป็นตัวประกันแล้ว ยังให้คุณลุงสวมเสื้อที่ผูกระเบิดติดไว้ เป็นการกดดันและบังคับอีกชั้นหนึ่งให้คุณลุงทำภารกิจให้สำเร็จอีกด้วย

เหตุการณ์นี้หากมีการระเบิดเกิดขึ้นจริง จะก่อความสูญเสียอย่างมหาศาล เพราะจุดที่คนร้ายบังคับให้คุณลุงขับรถไปจอด อยู่ใกล้ปั๊มน้ำมัน และบริษัทโตโยต้า พิธานพาณิชย์ยะลา ภาพที่คาดว่าจะออกมาหากเกิดระเบิด คือคนขับสวมเสื้อระเบิด คล้ายเป็น "ระเบิดพลีชีพ" เท่ากับเป็นการยกระดับความรุนแรงของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เทียบเท่าก่อการร้ายสากล

เคราะห์ดีที่เหตุการณ์ไม่ได้บานปลายถึงเพียงนั้น แต่ก็ยังมีประเด็นข้อสงสัยจากฝ่ายต่างๆ จากหลายวงสนทนา พอสรุปได้ดังนี้

1.วิธีการของคนร้ายที่ก่อเหตุ โดยการปล้นรถแล้วจับตัวประกันบังคับให้ขับรถของตัวเองบรรทุกระเบิดเข้าไปจอดในตัวเมือง เป็นวิธีการใหม่ที่ไม่เคยใช้มาก่อน ที่ผ่านมามีแต่คนร้ายฆ่าเจ้าทรัพย์ แล้วชิงรถไปติดตั้งระเบิด ก่อนนำไปจุดระเบิดตรงบริเวณที่เป็นเป้าหมายทันที เห็นได้จากเหตุ "คาร์บอมบ์" ล่าสุดใน อ.เมืองปัตตานี หน้าฐานของตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เมื่อ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็เป็นการฆ่าเจ้าทรัพย์ ชิงรถ ติดตั้งระเบิด แล้วโจมตี

คำถามคือเหตุใดคนร้ายจึงเลือกใช้วิธีการที่ซับซ้อนและมีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย หากหวังผลให้เกิดการระเบิดเพื่อสร้างความสูญเสียในเขตเมืองและย่านเศรษฐกิจ

2.ความโหดเหี้ยมในการก่อเหตุของคนร้ายดูจะลดน้อยลงกว่าที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะหากเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ อ.บันนังสตา และ อ.กรงปินัง ซึ่งมีประวัติการก่อเหตุอย่างเหี้ยมโหด เพราะคุณป้าที่ตกเป็นตัวประกันก็ปลอดภัย แม้คุณลุงจะทำการไม่สำเร็จ คือไม่เกิดการระเบิดขึ้นก็ตาม

3.คนร้ายบางส่วนหรือทั้งหมด ไม่ได้ปกปิดหน้าตา การปล่อยตัวประกันทำให้นำไปสู่การออกภาพสเก็ตช์และติดตามตัวคนร้ายได้ง่าย ซึ่งล่าสุดก็มีข่าวตำรวจเริ่มจับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว

4.การวางระเบิดของคนร้าย จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ระบุว่า ระเบิดถังแก๊สทั้ง 2 ถังประกอบวงจรระเบิดไว้สมบูรณ์แล้ว และมีวงจรจุดระเบิดซ้อนมากกว่า 1 วงจร แต่หลังจากที่คนร้ายบังคับให้คุณลุงขับรถผ่านด่านตรวจเข้ามาในพื้นที่เขตเมืองได้แล้ว มีบางช่วงที่คุณลุงขับรถหลุดพ้นจากการควบคุมของคนร้าย เหตุใดคนร้ายจึงไม่จุดระเบิดทันที

5.กรณีเสื้อผูกระเบิดที่คนร้ายบังคับให้คุณลุงสวมใส่เพื่อข่มขู่ให้ขับรถบรรทุกระเบิดไปจอดยังเป้าหมาย โดยข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระบุว่าคนร้ายต่อวงจรเอาไว้แล้ว เหตุใดคุณลุงจึงสามารถใช้กรรไกรตัดเสื้อระหว่างขับรถแล้วโยนทิ้งไปได้โดยไม่ระเบิด แต่กลับมีข่าวว่าเสื้อดังกล่าวระเบิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการเก็บกู้

6.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเหตุการณ์ใหญ่ และรูปแบบการก่อเหตุไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เหตุใดจึงมีแต่เพียงฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองเท่านั้นที่มีข้อมูลและให้ข่าวกับสื่อ แต่ไม่ปรากฏข้อมูลในรายงานเหตุการณ์ของหน่วยงานทางทหาร

7.ระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ถังแก๊ส 2 ถังบรรทุกมาในรถ ยังมีข้อมูลสับสนว่าขับผ่านด่านตรวจของเจ้าหน้าที่เข้ามาหรือไม่ เพราะข้อมูลบางแหล่งระบุว่าขับผ่านด่านตรวจตามปกติ แต่บางแหล่งระบุว่าขับลัดเลาะหลบด่านทุกด้านจนเข้าเมืองได้

นอกจากนั้นข้อมูลที่รายงานผ่านสื่อบางแขนงอ้างว่าคุณลุงถูกคนร้ายใช้ถุงดำคลุมศีรษะเกือบตลอดทาง แต่บางสื่อกลับอ้างว่าคุณลุงรู้เส้นทางขับรถของคนร้ายว่าหลบด่านเข้าเมืองได้อย่างไร ถึงขนาดพาเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองย้อนดูเส้นทางลัดเลาะหลบด่าน ในลักษณะย้อนรอยคนร้ายด้วย

6สมมติฐานใครสร้างสถานการณ์

ทั้งสองเหตุการณ์ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีฝ่ายที่ไม่ค่อยชอบรัฐ หรือมองรัฐในแง่ลบ ตั้งประเด็นว่าเป็นการ "จัดฉาก" อาจจะเพื่อหวังงบประมาณหรือด้วยเหตุผลอื่น

แต่ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหลายหน่วยยืนยันตรงกันว่า เป็นไปได้น้อยมากที่เหตุการณ์ระดับนี้ ใช้คนมากขนาดนี้ จะกระทำโดย "คนของรัฐ" เอง เพราะปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหลายหน่วย หลายสี ปฏิบัติงานในพื้นที่จำนวนมาก มีการตรวจสอบซึ่งกันและกันค่อนข้างสูง

ฉะนั้นการสร้างสถานการณ์โดยหน่วยใดหรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจึงเป็นเรื่องยาก
โอกาสของความเป็นไปได้ มีการวิเคราะห์ออกมาหลายมุม ดังนี้

1.เป็นฝีมือของนักรบบีอาร์เอ็นเจ้าเดิม แต่อาจใช้กองกำลังชุดใหม่ เพราะมีข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงบางหน่วยระบุตรงกันว่า ช่วงราวๆ เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มีการประชุมกันของแกนนำในต่างประเทศ และสั่งให้เพิ่มความถี่ในการก่อเหตุรุนแรง โดยใช้แนวร่วมรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีประวัติการก่อเหตุ หรือประวัติทางคดีมาก่อน

ข้อมูลชุดนี้สอดคล้องกับคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ที่ว่า กลุ่มขบวนการแจ้งเตือนว่าจะก่อเหตุรุนแรงหนักขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นไป

2.เป็นฝีมือของนักรบบีอาร์เอ็นเจ้าเดิม แต่เปลี่ยนนโยบายในการก่อเหตุเป็นการแสดงศักยภาพ ทว่าไม่ก่อความสูญเสียขนาดใหญ่ เพราะคนในพื้นที่เริ่มต่อต้านความรุนแรง การก่อเหตุหลายๆ ครั้งในระยะหลัง โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจ ทำให้ขบวนการเสียมวลชน โดยข้อมูลนี้มาจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางรายที่สามารถเข้าถึงคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้

3.เป็นฝีมือของนักรบกลุ่มใหม่ เพราะมีข่าวว่ากลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐบางกลุ่มที่อยู่บนโต๊ะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ พยายามฟื้นกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ขึ้นมา และก่อเหตุแสดงศักยภาพว่าไม่ใช่ตัวปลอม แต่เป็นการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ ไม่เน้นให้เกิดความสูญเสีย ทั้งนี้เพื่อสร้างอำนาจต่อรองบนโต๊ะพูดคุย

4.เป็นฝีมือของนักรบกลุ่มใหม่ที่ไม่ได้ยึดโยงกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐบนโต๊ะพูดคุยฯ แต่เป็นกลุ่มในลักษณะที่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายนอกประเทศตามที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์และแจ้งเตือนเอาไว้เรื่อง "กลุ่มแบล็ค สวอน"

5.เป็นฝีมือของกลุ่มภัยแทรกซ้อน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน หรือขนของเถื่อนที่เสียผลประโยชน์จากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐ และคำขู่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศจะล้างอิทธิพลเถื่อนในพื้นที่ภายใน 6 เดือน

คำประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์ เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์บุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ประหนึ่งว่านายกฯได้รับข้อมูลลึกๆ บางอย่าง ถึงได้ให้สัมภาษณ์ในแนวทางนี้

6.เป็นฝีมือของกลุ่มการเมืองที่ต้องการสร้างสถานการณ์ดิสเครดิต หรือตบหน้ารัฐบาล คสช.ที่มีจุดแข็งเรื่องงานความมั่นคง ว่าแท้ที่จริงแล้วไม่สามารถคุมสถานการณ์ในดินแดนปลายด้ามขวานได้เลย ซึ่งข้อสันนิษฐานนี้ใช่ว่าจะไม่มีน้ำหนัก เพราะต้องยอมรับว่าปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการล้มรัฐบาลมาแล้วหลายชุด

ทั้งหมดเป็นข้อสังเกตที่จำเป็นต้องพิสูจน์ทราบต่อไป เพื่อถอดรหัสให้ได้ว่าสถานการณ์ชายแดนใต้ ณ วันนี้อยู่ตรงจุดใดกันแน่

แต่ด้วยสภาพการทำงานของหน่วยงานรัฐในพื้นที่ที่ยังมีปัญหาเรื่องเอกภาพ จึงอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่งนี้นั้น...

สิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น!

คสช.บอนไซ ศอ.บต.-ตัดอำนาจประชาชน?

คำสั่งหัวหน้า คสชที่ 14/2559 เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการกําหนดอํานาจหน้าที่ของกองอํานวยการ รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นั้น หากพิจารณาอย่างรวบรัดจะพบว่ามีสาระสำคัญอยู่ 2 ประการ

บึ้มป่วนยะหริ่ง ชาวบ้านดับ-ตำรวจเจ็บ5 ยิงจนท.อบต.กระโด

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงปั่นป่วนและมีเหตุรุนแรงรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเป็นเหตุระเบิดหลายจุดในเขตเทศบาลตำบลยะหริ่ง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เวลา 23.20 น.กลางดึกวันพุธที่ 30 มี.ค. โดยคนร้ายก่อกวนสร้างสถานการณ์ด้วยการลอบวางระเบิดในพื้นที่เทศบาลตำบลยะหริ่ง รวม 6 จุด ได้แก่
1.บริเวณหน้าตู้เอทีเอ็ม ธนาคารออมสิน ใกล้กับสหกรณ์การเกษตรยะหริ่ง
2.บริเวณตลาดนัด ริมถนนโกมุท เทศบาลตำบลยะหริ่ง
3.บริเวณหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.สาขายะหริ่ง ห่างจากระเบิดจุดที่ 2 เพียง 50 เมตร
4.บริเวณร้านขายน้ำชา ถนนหน้าวัง
5.บริเวณหน้าร้านขายของชำ ถนนหน้าวัง
6.ทางแยก ถนนหน้าวัง เยื้องไปรษณีย์ยะหริ่ง

เหตุระเบิด 5 จุดแรกไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ส่วนจุดที่ 6 มีตำรวจได้รับบาดเจ็บ 5 นาย ทราบชื่อคือ ร.ต.ท.ประภาส สร้อยสุนธร อายุ 58 ปี อาการสาหัส, ร.ต.ท.นพพงค์ ชุมแก้ว อายุ 45 ปี, ร.ต.ท.นฤนาถ หนูอุไร อายุ 39 ปี, ส.ต.ท.เบญจรงค์ แก้วนวล อายุ 29 ปี และ ส.ต.ต.ณัฐวุฒิ ศรีพรหมทัศน์ อายุ 26 ปี โดยตำรวจทั้งหมดโดนสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บขณะออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบและปิดกั้นที่เกิดเหตุ

บึ้มซ้ำช่วงเช้าชาวบ้านรับเคราะห์ตาย 1 เจ็บ 1

มีรายงานด้วยว่า ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 31 มี.ค. เวลาประมาณ 06.30 น.ยังเกิดระเบิดเพิ่มเติมอีกในเขตเทศบาลตำบลยะหริ่ง บริเวณหน้าที่ทำการไปรษณีย์ ถนนหน้าวัง ทำให้ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในละแวกนั้นเสียชีวิต 1 ราย คือ นายนิตย์ รอดเพชร อายุ 66 ปี และได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย คือ นายแวมาเฮง ควรเอกวิญญู อายุ 71 ปี ทั้งนี้ระเบิดทั้งหมดเป็นชนิดแสวงเครื่อง คาดว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบ

สำหรับ อ.ยะหริ่ง อยู่ห่างจากอำเภอเมืองปัตตานีไม่มากนัก ราว 20 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น เป็นอำเภอติดทะเลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เคยเป็นหัวเมืองที่มีเจ้าเมืองปกครอง มีวังเก่าที่สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของชาวมลายู พื้นที่โดยรวมค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีหาดทรายสวยงามซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะหาดตาโละกาโปร์ และยังเป็นที่ตั้งของปอเนาะญิฮาด หรือโรงเรียนญิฮาดวิทยา ซึ่งเพิ่งถูกศาลแพ่งพิพากษาให้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากมีหลักฐานถูกใช้เป็นสถานที่ฝึกของนักรบแบ่งแยกดินแดน จนครอบครัวเจ้าของปอเนาะญิฮาดต้องย้ายออกจากพื้นที่ และเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ยิงเจ้าหน้าที่อบต.ดับที่ยะรัง – ถล่มฐาน ชคต.ทุ่งยางแดง

สำหรับเหตุรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่วันพุธที่ 30 มี.ค.และก่อนหน้านั้น ยังมีอีก 2 เหตุการณ์ คือเมื่อเวลา 17.05 น.วันพุธที่ 30 คนร้าย 2 คนมีรถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิง นายธีระพงษ์ พัฒนะบุษย์ อายุ 40 ปี เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กระโด อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เสียชีวิตคาที่ เหตุเกิดขณะนายธีระพงษ์ กำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับที่พัก โดยใช้เส้นทางถนนในหมู่บ้านบาซากาจิ หมู่ 2 ต.กระโด อ.ยะรัง

ก่อนหน้านั้น เวลา 22.50 น.คืนวันอังคารที่ 29 มี.ค. คนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธสงครามยิงรบกวนฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบลพิเทน (ชคต.พิเทน) ตั้งอยู่ที่บ้านข่าลิง หมู่ 1 ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

จากการเข้าตรวจที่เกิดเหตุในช่วงเช้าวันพุธที่ 30 เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 ตกอยู่บริเวณสวนผลไม้ห่างจากฐานปฏิบัติการ ชคต.ราว 100 เมตร คาดว่าเป็นจุดที่คนร้ายใช้ซุ่มยิง นอกจากนั้นคนร้ายยังโปรยตะปูเรือใบบนถนนสายทุ่งยางแดง-มายอ ห่างจากฐานปฏิบัติการประมาณ 350 เมตรด้วย

isranews

ซุ่มโจมตีตำรวจจะแนะดับ 3 เจ็บ 6/3 เดือน 5 ศพ...ชาวบ้านปะแตผวาไม่กล้าออกกรีดยาง วอนทหารตั้งฐานในพื้นที่

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงตึงเครียดและมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคนร้ายโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนของ สภ.จะแนะ จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 นาย บาดเจ็บอีก 6 นาย

เหตุรุนแรงล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.วันอังคารที่ 29 มี.ค.59 โดยคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิดและยิงเครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 ถล่มรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.จะแนะ จ.นราธิวาส ขณะเดินทางกลับจากปฏิบัติภารกิจ กำลังมุ่งหน้าโรงพักจะแนะ แรงระเบิดทำให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บอีก 6 นาย ส่วนใหญ่อาการสาหัส

รายชื่อตำรวจที่เสียชีวิต ได้แก่ ร.ต.อ.เอกชัย นิเซ็ง, จ.ส.ต.อนุวัติ กอราบาหลง, ส.ต.ต.ราชพฤกษ์ อาแว

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 นาย ประกอบด้วย พ.ต.ต.วิถี ช่วยเสน, ร.ต.ท.สุชาติ อนันต์ประเสริฐ, ร.ต.ท.อำนาจ เหลืองสนิท, ส.ต.ท.อรุณรัช สมบัติยานุชิต, ส.ต.ท.ธีรยุทธ ล่วนทอง และ ส.ต.ต.อิดดรีสส์ ดาโอ๊ะ เกือบทั้งหมดอาการสาหัส

ข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคง ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุ ตำรวจชุดสืบสวน สภ.จะแนะ ได้เดินทางเข้าไปสืบคดีในพื้นที่ โดยใช้รถกระบะสีขาวเป็นพาหนะ ขากลับถูกลอบวางระเบิดและยิงซ้ำด้วยเอ็ม 79 บริเวณบ้านเมาะสาวา บ้านย่อยของบ้านบองอ หมู่ 4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้กำลังพลเสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บ 6 นายดังกล่าว

ผบ.ทบ.ประณามกลุ่มป่วนใต้ "ไม่ใช่นักรบ"

วันเดียวกัน พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ รองผอ.รมน. ได้ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ที่ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี โดยระหว่างการประชุม พล.อ.ธีรชัย ได้กล่าวประณามผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส และคนร้ายที่แต่งกายเป็นผู้หญิงเพื่อพรางตัวด้วยถ้อยคำรุนแรงว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่นักรบ
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

3 เดือน 5 ศพ...ชาวบ้านปะแตผวาไม่กล้าออกกรีดยาง วอนทหารตั้งฐานในพื้นที่

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายพื้นที่ยังคงตึงเครียด โดยเฉพาะปัญหาที่ชาวบ้านไม่กล้าออกไปกรีดยางพารา เพราะเกรงอันตรายจากการถูกลอบยิง จนทำให้ครอบครัวขาดรายได้ ซ้ำเติมปัญหาราคายางตกต่ำ

ชาวบ้าน 3 หมู่บ้านใน ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา คือ บ้านสะปอง บ้านกือซง และบ้านทำนบ จำนวนกว่า 200 หลังคาเรือน ไม่กล้าออกไปกรีดยางและทำงานในสวนยางพาราตามปกตินานนับเดือนแล้ว ด้วยเหตุผลของความหวาดกลัวอันตราย เนื่องจากมีคนในหมู่บ้านถูกยิงเสียชีวิตมาแล้ว 5 ศพ ในห้วงเวลาไม่ถึง 3 เดือนของปีนี้

22 ม.ค. คนร้ายลอบยิง นายดอรอแม อาบูบากา อายุ 50 ปี เสียชีวิตพร้อมภรรยา คือ นางอามีเนาะ อาบูบากา อายุ 49 ปี ขณะขับรถยนต์ไปสวนยาง เหตุเกิดในท้องที่บ้านทำนบ

19 ก.พ. คนร้ายลอบยิง นายอับราชิ มูจุ อายุ 48 ปี เสียชีวิตขณะเดินไปมัสยิดในท้องที่บ้านสะปอง

2 มี.ค. คนร้ายยิง นายอิบรอเฮ็ง ราแดง อายุ 36 ปี เสียชีวิตขณะเดินทางไปกรีดยาง ในพื้นที่บ้านสะปอง เหตุเกิดบริเวณบ้านซาลาแป บ้านบ่อยของบ้านทำนบ

3 มี.ค. คนร้ายยิงและจุดไฟเผาร่าง นายฉัตรชัย แซ่ทอง อายุ 55 ปี เสียชีวิตขณะขี่รถจักรยานยนต์ไปกรีดยาง เหตุเกิดในพื้นที่หมู่ 5 ต.บาโระ อ.ยะหา

จากบรรยากาศอึมครึมในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านกว่า 50 คนไปรวมตัวกันที่มัสยิดบ้านทำนบ เพื่อพูดคุยกันถึงแนวทางการแก้ไข หลังจากได้เสนอปัญหาไปยังหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วย และได้ร้องขอกำลังทหารให้เข้าไปตั้งฐานอยู่ในหมู่บ้านนานกว่า 1 เดือนแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า

ชายวัย 50 ปีรายหนึ่งที่อาศัยในหมู่บ้านทำนบ เล่าว่า ชาวบ้านต้องการให้ทหารเข้ามาอยู่ในพื้นที่เพื่อสร้างความอุ่นใจ แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆ จากฝ่ายรัฐ ทั้งนายอำเภอ ทหาร ตำรวจ เงียบกันทุกฝ่าย แถมกลับมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเรา กว่า 1,200 ชีวิตไม่ใช่ปัญหา ทั้งๆ ที่นี่คือปัญหาใหญ่สำหรับพวกเรา

"เราแค่ขอให้ทหารมาอยู่ในพื้นที่ เพราะช่วงที่เกิดเหตุรุนแรงหนักๆ ราวปี 2548 ถึงปี 2553 ทหารก็เข้ามาอยู่ ทุกอย่างก็สงบดีเป็นปกติ ชาวบ้านมีความสุขมาก สามารถทำงานเลี้ยงครอบครัวได้ แต่พอทหารออกไป โดยเฉพาะช่วง 2 ปีหลังมานี้ ก็เกิดเหตุยิงชาวบ้านไปกรีดยาง ทำให้เราไม่กล้าไปกรีด ไม่ใช่มีคนห้าม แต่เพราะเรากลัวว่าจะถูกยิงอีก" ชายวัย 50 ปี กล่าว

นายมามะซารี คอลอราแม อายุ 57 ปี อิหม่ามประจำมัสยิดบ้านทำนบ บอกว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านทำได้เพียงร่วมกันจัดเวรยาม แล้วสลับกันมาเข้าเวรทุกคืน เป็นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. มี 2 ชุดต่อวัน แต่ละชุดประกองบด้วยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 2 คน, กรรมการผู้นำศาสนา 2 คน และชาวบ้านอีก 4 คน ตั้งจุดตรวจที่มัสยิดบ้านทำนบ 1 จุด และที่มัสยิดบ้านสะปองอีก 1 จุด เหตุผลที่ตั้งจุดตรวจบริเวณนั้น เพราะเป็นสามแยก อยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านย่อยๆ อีกหลายหมู่บ้าน

"ผมเป็นอิหม่าม ผมก็ต้องถือปืน ทั้งที่อิหม่ามทำแต่เรื่องศาสนา แต่เมื่อบ้านของเราไม่มีความสงบ เราก็จำเป็นต้องถือปืนเพื่อป้องกันคนแปลกหน้าเข้ามา แต่ถ้าคนร้ายเข้ามาจริงก็คงต้องหนี เพราะยิงไม่เป็นเหมือนคนอื่นเขา" นายมามะซารี กล่าว

อิหม่ามที่จำใจต้องถือปืน บอกด้วยว่า ฐานทหารทหารที่ใกล้ที่สุดในปัจจุบัน อยู่ห่างจากบ้านทำนบไปหลายกิโลเมตร เวลามีเหตุการณ์เกิดขึ้น ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมงกว่าทหารจะมาถึง นี่คือเหตุผลที่ชาวบ้านต้องการให้ทหารเข้ามาอยู่ในพื้นที่

นางมารีเยาะ เปาะโอ๊ะ อายุ 53 ปี ชาวบ้านซาลาแป บ้านย่อยของบ้านทำนบ เล่าว่า ก่อนหน้านี้กรีดยางอยู่กับลูกสาวคนโต 2 คน เพราะสามี ไม่กล้ากรีดยางนานแล้ว ต้องไปเลี้ยงวัวอยู่ที่ปัตตานี แต่ปัจจุบันนางกับลูกสาวก็ไม่กล้ากรีดยาง ต้องทิ้งสวนยาง 30 ไร่ของตัวเองไปรับจ้างกรีดยางที่หมู่บ้านด้านล่าง ทำให้พอมีเงินมาซื้อข้าวปลากินได้บ้าง คงต้องรอจนกว่าพื้นที่นี้จะสงบ

"ไม่ใช่ก๊ะห์ (สรรพนามแทนตัวเองของผู้หญิง) คนเดียวนะที่ไม่กล้ากรีดยางบนภูเขาซาลาแป แต่มีชาวบ้านอีก 200 ครอบครัวต้องทิ้งบ้านกลับไปอยู่ที่ปัตตานี ส่วนก๊ะห์ก็มาอยู่หมู่บ้านเชิงเขา ทุกวันนี้มีชาวบ้านบางคนทนไม่ไหว กลัวก็กลัว แต่ลูกไม่มีข้าวกิน ต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มขึ้นไปกรีดยางบ้างช่วงกลางวัน บางคนไปแล้วได้ยินเสียงกิ่งไม้หักก็ตกใจ วิ่งลงมาอย่างไม่คิดชีวิต ชาวบ้านกลัวมาก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เคยร้องขอกำลังเจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการอำเภอยะหา แต่ก็ยังเงียบ นายอำเภอมาในพื้นที่ ทุกคนก็อุ่นใจ แต่พอนายอำเภอออกไป ความหวาดกลัวก็เกิดขึ้น ไม่ทันมืดทุกคนต้องปิดบ้าน"

"มาที่นี่ช่วงกลางวันจะเห็นว่าไม่มีอะไร แต่พอตกเย็น ชาวบ้านจะปิดประตูหน้าต่าง บางบ้านมีรูที่เป็นช่องลม เจ้าของบ้านก็จะเอาก้อนหินหรือไม้ไปปิดไว้ เพราะกลัวคนที่อยู่ข้างนอกจะเห็น ผู้หญิงจะอยู่ที่บ้าน ส่วนผู้ชายจะไปนอนกันที่มัสยิด เพราะกลัวไม่กล้าอยู่บ้าน หลายครอบครัวย้ายลูกออกจากโรงเรียนในพื้นที่ ไปเรียนที่ปัตตานีแล้ว" นางมารีเยาะ กล่าว

นางตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุบุกโรงพยาบาลเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เกิดขึ้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็สามารถระบุตัวคนร้ายได้ แต่เหตุยิงชาวบ้านในพื้นที่ อ.ยะหา เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายครั้ง ทว่ายังจับใครไม่ได้เลย และไม่มีข้อมูลมาอธิบายกับชาวบ้านว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร

ด้าน นายสมศักดิ์ ศรีสมบัติ นายกเทศมนตรีเทศบลตำบลปะแต แม้จะยอมรับว่าขณะนี้ในพื้นที่มัปัญหาชาวบ้านไม่กล้าออกไปกรีดยางจริง แต่เขาให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่า พื้นที่ที่มีปัญหามีเพียงหมู่เดียวเท่านั้น คือ หมู่ 3 มีประชากรประมาณ 1,000 คน เป็นคนในพื้นที่ มีทะเบียนราษฎร์ 800 คน ที่เหลือเป็นคนนอกพื้นที่

ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ทำสวนยางและสวนผลไม้ พื้นที่ทำกินรวมนับพันไร่ เมื่อเกิดเรื่อง ชาวบ้านก็ไม่กล้าออกกรีดยาง เป็นเช่นนี้มาหลายเดือนแล้ว

"ที่ผ่านมาทางเทศบาลพยายามเข้าไปสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน สร้างความเชื่อมั่น แต่ก็ยังไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาตามที่ชาวบ้านต้องการ อย่างวันก่อนในพื้นที่ก็มีงานบัณฑิตน้อย โดยพยายามจัดงานให้ยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างความสุขให้กับชาวบ้าน จะได้ลืมเรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้นบ้าง แต่ก็แค่ไม่นานเท่านั้น" นายกเทศมนตรี กล่าว

------------------------------------------------

More Articles...


Subcategories

  • Hot News

  • Top News

  • Latest News

  • English : Latest News

  • Melayu : Latest News