08232017Wed
Last updateTue, 22 Nov 2016 12pm

แฉคนร้ายขโมยรถโรงพยาบาลทำคาร์บอมบ์/บึ้ม-คาร์บอมบ์ซ้ำย่านสถานบันเทิงหน้าโรงแรมเซาท์เทิร์น วิว ปัตตานี

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง สั่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่จังหวัดปัตตานีทันที หลังเกิดเหตุระเบิดหลายจุดในย่านการค้าและสถานบันเทิงของเมือง ขณะที่แผนประทุษกรรมของคนร้าย ใช้รถโรงพยาบาลที่เพิ่งโจรกรรมมาทำคาร์บอมบ์

จุดเกิดเหตุหลักอยู่ที่โรงแรมเซาท์เทิร์น วิว ใกล้สามแยกดอนรัก ทางเข้าเมืองปัตตานี เมื่อกลางดึกวันอังคารที่ 23 ส.ค.59 ซึ่งมีทั้งระเบิดแสวงเครื่องและคาร์บอมบ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บ 29 ราย


ระเบิดป่วน 7 จังหวัดใต้โยง "ทีมปัตตานี"/"ภราดร"อดีตเลขาฯสมช. เตือนอย่าละเลยประเด็น BRN ป่วน 7 จังหวัดใต้

านมาแล้ว 4 วัน สำหรับเหตุระเบิดเขย่าภาคใต้ 7 จังหวัด พยานหลักฐานต่างๆ เริ่มชัดเจนขึ้น ตำรวจเริ่มทยอยออกหมายจับผู้ต้องหา ขณะที่ในทางการสืบสวน ทั้งตำรวจ ทหาร หิ้วตัวผู้ต้องสงสัยไปสอบปากคำหลายสิบราย

แต่หลักฐานที่ชัดเจนที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะส่วนประกอบของระเบิดที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเกือบ 20 จุด

ผลการตรวจพิสูจน์ออกมาค่อนข้างชัดเจนแล้ว โดยระเบิดแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ระเบิดสังหาร มีลักษณะเป็นไปป์บอมบ์ จุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือ

กับอีกชนิดหนึ่ง คือ ระเบิดเพลิง ห่อหุ้มด้วยกรอบเพาเวอร์แบงก์เหมือนกันทุกจุด

กู้ระทึกปิคอัพซุกถังแก๊สจอดกลางปั๊มรามัน จยย.บอมบ์รถนายอำเภอศรีสาคร

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงวิกฤติและมีความพยายามก่อเหตุรุนแรงให้เกิดขึ้นต่อเนื่อง

โดยเมื่อช่วงค่ำของวันพุธที่ 3 ส.ค.59 ตำรวจ สภ.รามัน จ.ยะลา รับแจ้งพบรถกระบะต้องสงสัยถูกจอดทิ้งในปั๊มน้ำมัน เอสเอ็น ออยล์เซอร์วิส ซึ่งเป็นของ นายสมบัติ ชัยรัตนมโนปกรณ์ ตั้งอยู่ริมถนนสายรามัน–ตะโล๊ะหะลอ หมู่ 6 ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน จึงรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ

ไฟใต้กับเกมที่ใหญ่กว่า..."เสื้อแยกดินแดน"/ เซาท์ซูดาน และ ติมอร์เลสเต/ไฟใต้...ศึกในหนักกว่า!

กระแสเรื่อง "เสื้อแยกดินแดน" ที่ฮือฮากันในโซเชียลมีเดียเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนว่าปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังน่าเป็นห่วง และคนไทยทั่วทั้งประเทศไม่ไว้วางใจ

แม้ประเด็นเรื่อง "เสื้อ" น่าจะจบลงได้ในเบื้องต้น เพราะมีผู้เกี่ยวข้องระดับอดีต ส.ส.สตูล พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์โรงเรียนตาดีกาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เรื่องสัญลักษณ์ของการแยกดินแดนก็ตาม

แต่สิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงจับตาไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อ ทว่ายังมีเรื่อง "ป้ายเรียกร้องทำประชามติแยกดินแดน" หรือที่เรียกว่าสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (Self Determination) ด้วย

ทหารพบป้ายลักษณะนี้ ซึ่งจัดทำให้ดูคล้ายๆ ป้ายแสดงความยินดีในการเฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายอ ติดอยู่ในมัสยิดแห่งหนึ่งใน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี จึงเข้าไปตรวจสอบและปลดป้าย ก่อนจะทราบมีการวางแผนแขวนป้ายลักษณะนี้อีกหลายจุด ทำให้ฝ่ายความมั่นคงสกัดไว้ได้ก่อน

แต่ความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่จัดทำก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะได้นำไปจุดกระแสต่อในเฟซบุ๊ค เช่น ถ่ายภาพในลักษณะถูกมัดมือและปิดปากประหนึ่งว่ากำลังถูกปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และมีการทำชาร์ทอธิบายว่าการเรียกร้อง "สิทธิเพื่อกำหนดใจตนเอง" นั้น ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย

เรื่องมุมมองทางกฎหมายนี้ ดูเหมือนฝ่ายความมั่นคงจะมองคนละมุม เพราะ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) บอกว่ากำลังให้ทีมกฎหมายของ กอ.รมน.ตรวจสอบว่าการรณรงค์เรื่องสิทธิในการกำหนดใจตนเอง หรือ Self Determination ในประเทศไทย เข้าข่ายเป็นกบฏหรือไม่

จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า สิทธิในการกำหนดใจตนเอง เป็นสิทธิในการกำหนดอนาคตเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของ "กลุ่มชน" ได้อย่างเสรี เคยถูกบัญญัติอยู่ในกฎบัตรสหประชาชาติ และถูกนำมาใช้กับ "กลุ่มชน" ในดินแดนอาณานิคมหลายแห่ง จนได้รับการปลดปล่อยให้เป็นเอกราชมาแล้ว โดยส่วนหนึ่งใช้การ "ลงประชามติ" ด้วยการอ้างสิทธินี้

รัฐเกิดใหม่ช่วงหลังๆ ที่ประสบความสำเร็จจากการเรียกร้องสิทธินี้ คือ เซาท์ซูดาน และ ติมอร์เลสเต

สิทธิในการกำหนดใจตนเอง จึงเป็นเหมือนถ้อยคำ "แทงใจ" ของฝ่ายความมั่นคงไทย เพราะเชื่อว่าเป็นบันไดขั้นสูงสุดที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนต้องการก้าวไปให้ถึง

โดย "ฝ่ายติดอาวุธ" หรือที่เรียกกันว่า "ปีกการทหาร" ก็ใช้การก่อเหตุรุนแรงเพื่อกดดันรัฐบาลไทย ขณะที่ "ฝ่ายการเมือง" หรือ "ปีกการเมือง" อันประกอบด้วยกลุ่มปัญญาชน นิสิตนักศึกษา และภาคประชาสังคม (บางส่วน) ก็ใช้การรณรงค์เรียกร้องขอสิทธิในการกำหนดใจตนเอง ซึ่งเคยมีการจัดเวที "วงปิด" พูดคุยเรื่องนี้จำนวนไม่น้อยในพื้นที่ในช่วงหลายปีหลัง

จากเรื่องที่ต้อง "แอบพูด" วันนี้มีการพูดกันเปิดเผยบนเวทีสัมนา และล่าสุดถึงขั้นมี "ป้ายไวนิล" ติดหรากันเลยทีเดียว

แม้เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การจัดทำประชามติเพื่อแบ่งแยกดินแดนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิทธิของ "กลุ่มชน" นั้น (การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม) จะต้องถูกละเมิดอย่างสิ้นเชิง ซึ่งที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่ได้เป็นถึงขนาดนั้น ทั้งยังยากที่จะนิยามว่าดินแดนส่วนนั้นเป็น "อาณานิคม"

ที่สำคัญการจะเดินหน้าไปสู่ "ประชามติ" ได้ รัฐชาตินั้นๆ ต้องเอาด้วย กรณีของสามจังหวัดใต้ก็คือรัฐบาลไทยต้องยอมรับ

จากเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้จึงดูเหมือนการเรียกร้องสิทธิในการกำหนดใจตนเองน่าจะ "ปิดประตูตาย" สำหรับประเทศไทย

แต่ถึงกระนั้น ในเวทีเจรจาต้าอวยทางการเมืองแล้ว การตั้งข้อเรียกร้องสูงสุดเอาไว้ ก็เพื่อประโยชน์ของการต่อรอง

ต้องไม่ลืมว่ากลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐที่ขึ้นโต๊ะพูดคุยกับรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี 2556 นำโดย ฮัสซัน ตอยิบ จากบีอาร์เอ็น และปี 2558-2559 โดย มารา ปาตานี ล้วนอ้างความชอบธรรมของการเคลื่อนไหวและการเรียกร้อง ตามมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 1514 ลงวันที่ 14 ธ.ค.1960 เรื่อง "การให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคม" และมีส่วนหนึ่งที่กล่าวถึง "สิทธิในการกำหนดใจตนเอง" หรือ Self Determination ทั้งสิ้น

ฉะนั้นหากรัฐบาลไทยพลาดไปสร้างเงื่อนไข หรือรู้ไม่เท่าทันเกมของกลุ่มที่เคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนซึ่งแบ่งงานกันทำหลายปีก หลายด้าน ทั้งในและต่างประเทศ ก็มีโอกาสที่ไทยจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในสงคราม ณ ดินแดนปลายสุดด้ามขวานของเราเองได้เหมือนกัน

กรณี "อาเจะห์" ของอินโดนีเซีย เป็นตัวอย่างใกล้บ้านที่น่าสนใจ และน่ากังวลใจสำหรับไทยไม่น้อยทีเดียว!

-----------------------------------------------------------

บรรยายภาพ : แบนเนอร์ที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์ที่กลุ่มเคลื่อนไหวพยายามอธิบายว่า การเรียกร้องเกี่ยวกับ Self Determination ไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมาย

อ่านประกอบ :

1 วิจารณ์ขรม "เสื้อ-ป้าย" สื่อถึงแยกดินแดน? ทหารเรียกคุย-สั่งฝ่าย ก.ม.ชี้ผิดหรือไม่

2 ปธ.บุหงารายาโต้ข่าว "เสื้อแยกดินแดน" ชี้แค่โปรโมทโรงเรียนตาดีกา

3 จบ! ปมเสื้อแยกดินแดน นายกฯ-โฆษกรัฐแจงแค่เรื่องเข้าใจผิด

4 ประชามติแยกดินแดน...จุดจบไฟใต้หรือฝันไกลที่ไปไม่ถึง?
isranews

.....................................................................................

ไฟใต้...ศึกในหนักกว่า!

เขียนวันที่ วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2559 เวลา 21:19 น.เขียนโดยปกรณ์ พึ่งเนตรหมวดหมู่คุยกับบรรณาธิการ | เวทีทัศน์ | เรื่องเด่น-ภาคใต้Tagsศึกใน | ไฟใต้

ปัญหาความไม่สงบที่ปลายด้ามขวาน ถึงวันนี้พิสูจน์แล้วว่า 2 ปีเศษของ คสช.ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นสักเท่าไร

 

จะอ้างสถิติตัวเลขว่าดีขึ้นอย่างไรก็อ้างได้ แต่ความจริงก็เห็นอยู่กับตา ได้ยิน (เสียงระเบิด) อยู่กับหู และชาวบ้านที่นั่นเขาก็รู้อยู่เต็มหัวใจว่ามันไม่ได้ดีขึ้น

ตัวเลขที่ดูดีขึ้นบ้างเป็นเพราะการต่อสู้ทางยุทธการที่ฝ่ายทหารเริ่มดักทางกลุ่มก่อความไม่สงบได้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะสู้มานานถึง 12 ปี ประกอบกับปัจจุบันวางกำลังทหารพรานครอบคลุมทุกพื้นที่มากถึง 12 กรม 172 กองร้อย ไม่นับทหารพรานหญิงอีก 9 หมวด (และยังมีตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ตั้งฐานเป็นหมวดๆ อยู่อีกไม่ต่ำกว่า 3 พันนาย)

แต้มต่อของรัฐบาล คสช.ในการแก้ปัญหาภาคใต้ที่ประกาศตั้งแต่วันแรกที่มีอำนาจ คือ "เอกภาพ" เพราะทหารคุมเบ็ดเสร็จทั้งหมด แต่ผ่านมา 2 ปี วันนี้โครงสร้างเป็นเอกภาพจริง เพราะทั้งงานการทหาร งานการเมือง (พัฒนา) และการจัดงบประมาณ ล้วนอยู่ในมือ กอ.รมน.ทั้งสิ้น

ศอ.บต. หรือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เคยเป็นหน่วยงานด้านการพัฒนาและอำนวยความยุติธรรม ซึ่งกฎหมายออกแบบให้ถ่วงดุลกับ กอ.รมน.ที่ดูแลงานด้านความมั่นคงนั้น ก็มีคำสั่งหัวหน้า คสช.บอนไซให้ไปอยู่ใต้กำกับของ กอ.รมน.เรียบร้อย

นั่นคือเอกภาพในแบบ คสช. และเป็นเพียง "ฉากหน้า" หรือ "ภาพภายนอก" เท่านั้น เพราะ "ไส้ใน" เป็นอีกเรื่องอย่างสิ้นเชิง

เริ่มจาก คปต. หรือคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าใจว่าวันนี้ รองนายกฯประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานเอง แต่ท่านเป็นรองนายกฯความมั่นคง ควบ รมว.กลาโหม ภารกิจจึงมาก ไม่ได้ลงไปคลุกกับปัญหา รับฟังจากรายงานอย่างเดียว

เห็นชัดเมื่อวันก่อนท่านพูดว่า 10 วันสุดท้ายรอมฎอนเกิดระเบิดเฉพาะแถวค่ายทหาร ฐานตำรวจ ห่างไกลชุมชนหลายกิโลเมตร แต่ 1 วันก่อนที่ท่านพูด มีระเบิดใกล้มัสยิดกลางปัตตานี อยู่ในเขตเทศบาล ย่านชุมชน ซ้ำยังมียิงเอ็ม 79 ใส่บ้านชาวบ้านที่บันนังสตา จ.ยะลา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน เป็นคนแก่ บาดเจ็บ 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็ก

นี่สะท้อนว่าท่านไม่ได้เจาะลึกในรายละเอียดเลย...

ส่วนประธาน คปต.เดิม คือท่าน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม หายเข้ากลีบเมฆไปเลยตั้งแต่ข่าวอุทยานราชภักดิ์เริ่มซา

ข้าราชการระดับสูงที่คุมงานด้านการพัฒนา วันนี้ก็ทำงานสภาอยู่ใน สนช. ไม่ต่างอะไรกับอดีตนายทหารใหญ่ที่เป็นหัวหน้าทีมพูดคุยดับไฟใต้ แต่ละสัปดาห์ก็ต้องประชุมสภากันไม่ขาด เลยไม่รู้ใช้เวลาไหนดูแลงานในพื้นที่ หรือเจรจาพาทีกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ

ที่ผ่านมาในรัฐบาลพลเรือน เราเรียกร้องให้มี "รัฐมนตรี" ทำงานเต็มเวลา เพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ แต่รัฐบาลชุดนี้ อย่าว่าแต่รัฐมนตรีเลย ข้าราชการที่ต้องทำงานเต็มเวลายังมาอยู่สภามากกว่าที่โต๊ะทำงานตัวเอง

ปกติสภาเขามีไว้ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ข้าราชการก็เป็นกลไกของฝ่ายบริหาร แต่นี่เอาข้าราชการมาอยู่ในสภา แล้วจะตรวจสอบกันอย่างไร ถามไปก็บอกว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษ สถานการณ์ไม่ปกติ ฯลฯ

ไปดูในพื้นที่กันบ้าง แม่ทัพภาค 4 ที่เปรียบเสมือน "กัปตันทีม" ในการทำงานในพื้นที่ หลายเดือนมานี้เรียกได้ว่าหายต๋อมไปเลย แทบไม่มีใครเคยเห็นหน้า มีคนบอกว่าวางตัว "พลตรี รุ่น 18" ไว้รับไม้ต่อ เลยหลีกทางให้รองแม่ทัพคนนี้ได้โชว์ผลงานเต็มที่ ขณะที่ตัวเองเตรียมตัวเกษียณ

ล่าสุดมีการเขย่าโยกย้าย ผบ.ฉก.ทหารพรานเป็นการภายใน ดันเด็กสายรองแม่ทัพคนนี้ขึ้นคุมพื้นที่ทั้งหมด

แต่ "รุ่น 18" ไม่ได้มาคนเดียว ยังมีอีกคนเพิ่งได้ติดยศ "พลโท" หมาดๆ แถมนามสกุลเดียวกับ ผบ.ทบ. ได้ข่าวว่ามีคนพยายามปูทางให้ขึ้นแม่ทัพเช่นกัน แม้ว่าจะแทบไม่เคยคุมหน่วยกำลังมาเลยก็ตาม!!

ขณะที่ "พลโท" อีกคนอยู่รุ่น 17 ก็เอ่ยกับใครต่อใครขอจองเก้าอี้ "แม่ทัพใหญ่" ไว้ตั้งแต่ปีมะโว้

นี่เป็น "ศึกใน" เฉพาะสีเขียว ส่วนสีอื่นๆ ไม่มีใครกล้ามีเอี่ยว เพราะยุคนี้ทหารคุม!

 

ปธ.บุหงารายาโต้ข่าว "เสื้อแยกดินแดน" ชี้แค่โปรโมทโรงเรียนตาดีกา

ฮาซัน ดีมายาบุ ประธานกลุ่มบุหงารายา เปิดใจกับ "ทีมข่าวอิศรา" ภายหลังมีการเผยแพร่ภาพเสื้อยืดสีขาว สกรีนแผนที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนมีการแชร์ต่อๆ กันในโซเชียลมีเดีย อ้างว่าเป็นเสื้อแบ่งแยกดินแดน

ฮาซัน เล่าถึงที่มาของเสื้อยืดที่กำลังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ว่า เมื่อ 2 เดือนก่อนได้ไปสำรวจโรงเรียนตาดีกา หรือศูนย์การศึกษาประจำมัสยิด ในจังหวัดสตูล พบว่าจากโรงเรียนตาดีกา 200 แห่งที่มีอยู่ มีเพียง 6 แห่งเท่านั้นที่ยังรักษาอัตลักษณ์และใช้ภาษามลายูอยู่


Subcategories

  • Hot News

  • Top News

  • Latest News

  • English : Latest News

  • Melayu : Latest News