12152017Fri
Last updateTue, 22 Nov 2016 12pm

เมื่อ กอ.รมน.แจ้งจับ 3 เอ็นจีโอ/ทหารสวนรายงานซ้อมทรมานมีตัวตนแค่ 18 แถมไม่จริง "พรเพ็ญ"ลั่นสู้ทวงศักดิ์ศรี

มีข่าวไม่เล็กไม่ใหญ่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คือข่าว กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งรับผิดชอบแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ 3 คน จากกรณีเผยแพร่รายงานสถานการณ์การซ้อมทรมานผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมที่ชายแดนใต้

เอ็นจีโอ 3 คนที่โดนแจ็คพ็อต คือ คุณสมชาย หอมลออ นักสิทธิมนุษยชนชื่อดัง คุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) คนใหม่ และ คุณอัญชนา หีมมิหน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจ ซึ่งทำงานภาคประชาสังคมที่ชายแดนใต้

ข้อหาที่แจ้ง คือ หมิ่นประมาท และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.เมืองยะลา

นับเป็นอีกคดีหนึ่งที่ "ทหาร" ซึ่งมีอำนาจเต็มในบ้านเมืองขณะนี้ มีปัญหากับผู้ที่ทำงานด้านปกป้องสิทธิมนุษยชน

ฝ่ายทหารในกลไก กอ.รมน. แถลงชี้แจงกันเป็นระลอก เหมือนแบ่งทีมสลับกันยิงถล่มข้าศึก เริ่มจาก กอ.รมน.ใหญ่ในส่วนกลางแถลงนำร่องก่อน บอกว่าเป็นคำสั่งของ ผบ.ทบ.เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติของกองทัพ เพราะเนื้อหาในรายงานไม่เป็นความจริง

จากนั้น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งรับผิดชอบระดับพื้นที่ก็แถลงตาม สาระสำคัญคือได้ตรวจสอบรายงานฉบับนี้แล้ว อ้างว่ามีผู้ร้องเรียนถูกซ้อมทรมานระหว่างถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่จำนวน 54 ราย แต่ผลการตรวจสอบพบว่าระบุตัวตนได้เพียง 18 ราย และเช็คกับหน่วยกำลังในพื้นที่ ยังไม่พบหลักฐานว่ามีการซ้อมทรมานตามอ้างด้วย

โฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุตอนหนึ่งว่า "ได้พยายามประสานขอข้อมูลผู้ร้องเรียนในรายงานฯหลายครั้ง เพื่อร่วมกันตรวจสอบความจริงให้ปรากฏ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง จึงถือเป็นการเจตนาจงใจปกปิดข้อมูล..."

และนั่นคือเหตุผลให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ตัดสินใจฟ้องร้อง เพราะเชื่อว่ารายงานไม่มีมูลความจริง คล้ายๆ เผยแพร่เพื่อทำลายภาพลักษณ์เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ผมได้อ่านรายงานฉบับนี้แล้ว พบว่าด้านหนึ่งมีจุดอ่อนจริง คือการไม่ระบุตัวตนของผู้ร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมาน และยังเป็นข้อมูลฝ่ายเดียว คือฝ่ายของผู้ร้องเรียนเท่านั้น แต่เรื่องอ่อนไหวเช่นนี้ ก็ชอบที่ฝ่ายความมั่นคงอย่าง กอ.รมน.จะได้พิจารณาอย่างรอบคอบก่อน

หนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าผู้ร้องเรียนเหล่านี้กำลังกล่าวหาเจ้าหน้าที่ในกำกับของ กอ.รมน.ว่าซ้อมทรมานพวกเขา จึงย่อมไม่ต้องการเปิดตัว เปิดหน้าให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าตนเป็นใคร เพราะภัยอาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ โดนเฉพาะในพื้นที่ฝุ่นตลบแบบชายแดนใต้

สอง เหตุการณ์ซ้อมทรมานในพื้นที่ชายแดนใต้เคยเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย หลายเรื่องกลายเป็นคดีความ และหน่วยงานความมั่นคงก็แพ้คดีบนชั้นศาล ต้องจ่ายสินไหมทดแทนเป็นเงินหลายล้านบาทมาแล้ว เช่น คดีอิหม่ามยะผา กาเซ็ง, คดีอัสฮารี สะมะแอ เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีการเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาในห้องควบคุมตัวที่ไม่ใช่โรงพักหรือเรือนจำจากการจับกุมโดยใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อยู่เนืองๆ โดยที่ฝ่ายความมั่นคงเองก็อธิบายไม่ได้ว่าคนเหล่านั้นเสียชีวิตเพราะอะไร ศูนย์ควบคุมตัวเหล่านี้ (บางทีเรียกชื่อว่า "ศูนย์ซักถาม") เมื่อมีเรื่องร้องเรียนการซ้อมทรมาน หรือมีการตายเกิดขึ้น ก็มักจะปิดศูนย์เป็นการชั่วคราว หรือไม่ก็เปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ปัจจุบันก็ยังมีเปิดอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาว่ามีอยู่จริง

สาม ข้อกำหนดและกฎเกณฑ์บางอย่างที่หน่วยปฏิบัติกำหนดเอาไว้ เช่น การห้ามญาติเยี่ยม 2 วันแรกหลังถูกควบคุมตัว ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นว่ามีการซ้อมทรมานหรือไม่ ซึ่งแม้ภายหลังจะพยายามยกเลิกกฎเกณฑ์นี้แล้ว แต่หน่วยปฏิบัติบางหน่วยก็ยังถือปฏิบัติอยู่เช่นเดิม โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันผู้ก่อความไม่สงบแฝงตัวเข้ามาเยี่ยมแล้วข่มขู่ไม่ให้ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่

แน่นอนว่าการร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมานหลายๆ กรณีเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น หรือใส่สีตีไข่เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดีของผู้ต้องหา แต่ฝ่ายความมั่นคงก็ไม่ควรเหมารวมว่าทุกกรณีเป็นการปั้นน้ำเป็นตัว เพราะการซ้อมทรมานที่เกิดขึ้นจริงในอดีตก็เคยมีให้เห็น แม้แต่ทหารด้วยกันเองในค่ายทหาร ก็ยังมีข่าวพลทหาร หรือทหารใหม่ถูกลงโทษหนักมือจนตายก็เคยเป็นข่าวครึกโครม

ฉะนั้นการแสวงหาทางออกร่วมกัน ระหว่างฝ่ายความมั่นคงกับผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ย่อมดีกว่าการฟ้องร้อง หรือเอาชนะคะคานกัน

ที่สำคัญ...หลายข้อมูลในรายงานถือว่าน่าสนใจศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนารูปแบบการซ้อมทรมานแบบไม่ให้มีแผล หรือมีร่องรอย เช่น การทำให้เกิดความกลัว ไม่สบายตัว หรือถูกกดดันด้วยวิธีการต่างๆ ที่ฝืนกับสัญชาตญาณ ไม่ว่าจะเป็นการให้อยู่ในที่ที่เย็นจัด ร้อนจัด หรือการใช้น้ำหยดลงหน้าผากทีละหยดเป็นเวลานานๆ การเรียกขึ้นมาสอบปากคำกลางดึกแบบไม่ให้ได้หลับได้นอน ฯลฯ

ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าวิธีการเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะการตรวจสอบย้อนกลับก็ทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีบาดแผลให้เห็น

ที่สำคัญคือยุทธศาสตร์ "ชิงการนำทางการเมือง" ที่ กอ.รมน.ภาค 4 กำหนดไว้เอง ระบุไว้ชัดว่า ต้องเปิดช่องทางสื่อสารกับกลุ่มเอ็นจีโอ และภาคประชาสังคม เพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับทุกกลุ่ม พร้อมเร่งสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมให้เพิ่มขึ้น...เพราะที่นี่ไม่ใช่สนามรบ แต่เป็นการต่อสู้ทางความคิด เพื่อเอาชนะจิตใจประชาชน

การฟ้องร้องเหมือนอยู่คนละฝ่ายกันแบบนี้ จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจตามยุทธศาสตร์ได้อย่างไร...เป็นประเด็นที่น่าพิจารณา

,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

หากลไกปกป้องนักสิทธิฯ" อัญชนาโพสต์เฟซฯหลังเป็นผู้ต้องหาเปิดรายงานทรมานฯ

เขียนวันที่ วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน 2559 เวลา 08:11 น.เขียนโดยเลขา เกลี้ยงเกลาหมวดหมู่สัมภาษณ์พิเศษ ศูนย์ข่าวภาคใต้ | เวทีทัศน์ | เรื่องเด่น-ภาคใต้Tagsกลุ่มด้วยใจ | รายงานการซ้อมทรมาน | อัญชนา หีมมิหน๊ะ
DecreaseIncreaseFont size Send Print
8
หลังจากตกเป็น 1 ใน 3 เอ็นจีโอที่ถูก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท และกระทำผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ กรณีร่วมกันเปิดเผยรายงานการซ้อมทรมานผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ล่าสุด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 มิ.ย.59 น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจ ได้โพสต์ข้อความในเฟชบุ๊คส่วนตัว ระบายความรู้สึกและชี้แจงถึงประเด็นที่ตกเป็นผู้ต้องหา

"ความตั้งใจของข้าพเจ้าคือไม่โพสต์ ไม่คอมเมนต์ FACEBOOK ในช่วงเดือนรอมฎอนที่มีความหมายนี้ แต่เมื่อเริ่มต้นการถือศีลอดก็ได้รับทราบข่าวการแจ้งความโดย กอ.รมน.ภาค 4 ต่อข้าพเจ้าและคุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และคุณสมชาย หอมลออ จากกรณีร่วมกันจัดทำรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมฯ

หลายคนอาจมองว่าสมควรแล้วที่ข้าพเจ้าจะได้รับผลจากการกระทำของข้าพเจ้าเอง หลายคนอาจจะมองว่าไม่สมควรที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะถูกดำเนินคดีเช่นนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจดีต่อการการกระทำครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่ เพราะในการประชุมร่วมกันหลายครั้งตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน มีการระบุถึงการดำเนินคดีกับข้าพเจ้าทุกครั้ง และจากเจ้าหน้าที่ท่านอื่นๆ หรือคนทำงานให้เขา มีคนเตือนข้าพเจ้าให้ระมัดระวังตัวจากการถูกติดตาม มีการใช้เพจสื่อสารในการสร้างความเกลียดชังต่อข้าพเจ้า มีการระบุในที่ประชุมว่าข้าพเจ้าคือผู้ที่ต่อต้านรัฐ

นี่คือบททดสอบที่อัลเลาะห์ได้ให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า ความรู้สึกของการตกเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นอย่างไร ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจผู้เสียหายที่ถูกดำเนินคดีที่ต้องอยู่ในเรือนจำมากยิ่งขึ้น เมื่อก่อนข้าพเจ้าเพียงเป็นเหยื่อทางอ้อมจากการที่น้องเขยถูกดำเนินคดีความมั่นคงที่ทำให้เข้าใจ และน้องสาวร่วมกันก่อตั้ง "กลุ่มด้วยใจ" เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับดีความมั่นคง อาจเข้าใจจิตใจของคนในครอบครัว แต่ครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจจิตใจของเขาเองอย่างลึกซึ้ง

นี่คือบททดสอบที่ว่าข้าพเจ้าจะปกป้องเหยื่อที่ถูกกระทำทรมานได้หรือไม่

นี่คือบททดสอบของคนทำงานที่จะกล้าหาญทำงานเพื่อประชาชนผู้เสียหายในพื้นที่ที่มีความรุนแรง มีการใช้กฎหมายพิเศษ เยี่ยงนี้ได้หรือไม่

ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์แสดงความห่วงใยและการเสนอความช่วยเหลือต่างๆ ขอบคุณมากค่ะ มันมีความหมายมากเลยสำหรับข้าพเจ้า และเมื่ออ่านข้อคิดเห็นหนึ่งคือ "อย่างนี้งานเข้า จะเดินต่อสู้ไหวไหมครับ" ข้าพเจ้าจึงต้องการบอกกับทุกคนว่า ข้าพเจ้ายังคงยืนอยู่บนเส้นทางการเป็นนักปกป้อง ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป กลุ่มด้วยใจจะยังคงทำงานในการบันทึกข้อมูล ข้อร้องเรียน รับเรื่องร้องเรียนการละเมิดและการช่วยติดตาม เฝ้าระวัง ผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ การปกป้องและคุ้มครองเด็กในพื้นที่ขัดแย้ง การเข้าถึงความยุติธรรมต่อไป งานของกลุ่มด้วยใจดำเนินการเพื่อพี่น้องประชาชน และเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้าและกลุ่มด้วยใจ คือ สันติภาพในดินแดนปาตานี

ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่เพียงแต่ข้าพเจ้าและคุณพรเพ็ญ คุณสมชาย เท่านั้น ที่อาจจะเจอบททดสอบแบบนี้ แต่ในพื้นที่ขัดแย้งแบบนี้ ทุกคนอาจจะเจอกับเหตุการณ์นี้ก็เป็นได้ และนั่นก็ทำให้เกิดเสียงเงียบของประชาชน โลกนี้จะมีแต่ความสงบสุข สันติ ไม่มีการละเมิด มีแต่ภาพความเป็นฮีโร่ แต่เสียงเงียบนี้คือความน่ากลัวของไฟที่จะทำลายกระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนี้ ข้าพเจ้าก็เช่นกัน

ข้าพเจ้ามองเห็นว่าเพื่อการป้องกันมิให้เกิดกรณีแบบนี้กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป สิ่งที่เราควรจะนำมาเป็นบทที่ทุกคนได้เรียนรู้ก็คือ การเรียนรู้ศึกษากระบวนการยุติธรรมต่อกรณีการฟ้องร้องนี้ การติดตามคดีในทุกขั้นตอนกระบวนการ การสื่อสารต่อสาธารณะ การศึกษากลไกการปกป้องนักสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ขัดแย้ง (Human rights defenders) และในอนาคตเราอาจจำเป็นต้องมีกองทุนเพื่อการปกป้องนักสิทธิมนุษยชนก็เป็นได้

ประการต่อมา เราจะทำงานเพื่อปกป้องผู้เสียหายจากการละเมิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร เราควรจะมีกลไกอย่างไรที่ผู้เสียหายจะกล้าที่จะให้ข้อมูล และไม่ถูกฟ้องร้องว่าให้ข้อมูลเท็จ ในเมื่อการกระทำทรมานเป็นการกระทำในที่ลับ มีผู้กระทำและผู้ถูกกระทำที่รู้เท่านั้น แม้แต่ในชั้นศาล เมื่อผู้ที่ตกเป็นจำเลยในคดีความมั่นคง การบอกเล่าเรื่องการถูกกระทำทรมานในระหว่างการควบคุมตัวศาลก็ไม่รับฟัง ด้วยไม่มีประจักษ์พยาน ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ เพราะอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษกว่า 37 วัน ถึงแม้ญาติจะเห็นร่องรอยบาดแผล แต่คำบอกเล่านี้ก็ไม่มีผลในชั้นศาล หรือแม้แต่กรณีที่มีการยิงผิดคน ก็ไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ ด้วยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมายพิเศษ

ข้าพเจ้ายังคงยืนยันที่จะต้องทำงานประสานงานกับเจ้าหน้าที่เพื่อการทำงานในการให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป เมื่อมีการร้องเรียนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนก็มุ่งหวังที่จะให้เกิดสันติภาพเช่นเดียวกัน แต่อาจเป็นสันติภาพที่มองต่างมุม

ข้าพเจ้ามองเห็นโอกาสที่ดีในอนาคต ที่เราทุกคนที่มีเป้าหมายเดียวกันคือคำว่าสันติภาพ ด้วยการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในการทำงานร่วมกันเพื่อประชาชน และเพื่อการปกป้องซึ่งกันและกัน"

,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

ทหารสวนรายงานซ้อมทรมานมีตัวตนแค่ 18 แถมไม่จริง "พรเพ็ญ"ลั่นสู้ทวงศักดิ์ศรี

เขียนวันที่ วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน 2559 เวลา 09:48 น.เขียนโดยทีมข่าวอิศราหมวดหมู่ข่าวทั่วไปศูนย์ข่าวภาคใต้ | เรื่องเด่น - สำนักข่าวอิศรา | เรื่องเด่น-ภาคใต้Tagsพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ | รายงานการซ้อมทรมาน
DecreaseIncreaseFont size Send Print
9
แนวโน้มเป็นหนังเรื่องยาว! กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเปิดแถลงชี้แจงเหตุผลละเอียดยิบ กรณีแจ้งจับ 3 เอ็นจีโอที่เปิดรายงานซ้อมทรมานที่ชายแดนใต้ ระบุไม่ร่วมมือให้ข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเองพบ 54 กรณีร้องเรียนในรายงาน มีตัวตนแค่ 18 ราย แถมไม่พบหลักฐานการละเมิดสิทธิ์

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธนาม เพชรม่วง รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงเหตุผลการดำเนินการทางกฎหมาย ด้วยการแจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท และกระทำผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ กับผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ จำนวน 3 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยรายงานการซ้อมทรมานผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายหลังมีองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาสังคมอื่นออกมาเคลื่อนไหวให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าถอนแจ้งความ คือ การออกแถลงการณ์ของสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา หรือ LEMPAR และองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์

สำหรับผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน 3 คนที่ถูก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งความดำเนินคดี คือ นายสมชาย หอมลออ นักสิทธิมนุษยชนชื่อดัง, น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และ น.ส.อัญชนา หีมมินะ จากกลุ่มด้วยใจ ซึ่งทำงานด้านประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้

เผยไทม์ไลน์เคลื่อนไหวก่อนเปิดรายงาน

พ.อ.ปราโมทย์ ระบุว่า มีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้มาตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.59 โดย น.ส.อัญชนา ได้ยื่นหนังสือให้ พล.อ.อักษราเกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 ตรวจสอบสถานการณ์การซ้อมทรมานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้รับปากจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน

ต่อมาวันที่ 10 ก.พ. กลุ่มเครือข่ายองค์กรที่จัดทำรายงานฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวรายงานฯ ซึ่งใช้ชื่อว่า "รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2557– 2558" ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และต่อมามีการนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อแขนงต่างๆ อย่างกว้างขวาง

แม่ทัพสั่งสอบ-พบมีตัวตน 18 รายจาก 54

แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกทางหนึ่งด้วย

ต่อมา คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากรายงานฉบับนี้ ซึ่งอ้างว่ามีผู้ร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมานจำนวน 54 ราย พบว่าสามารถระบุตัวบุคคลได้เพียง 18 ราย ซึ่งผลจากการตรวจหลักฐานที่หน่วยปฏิบัตินำมาชี้แจง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการควบคุมตัว ไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อได้ว่ามีการซ้อมทรมาน

ฉุนไม่ร่วมมือให้ข้อมูล-พาดพิงทหารพรานหญิง

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้พยายามประสานขอข้อมูลผู้ร้องเรียนในรายงานฯหลายครั้ง เพื่อร่วมกันตรวจสอบความจริงให้ปรากฏ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง จึงถือเป็นการเจตนาจงใจปกปิดข้อมูล โดยใช้เหยื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำรายงาน มิใช่การนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อเยียวยาและหาแนวทางแก้ไขตามที่กล่าวอ้าง ขณะเดียวกันได้นำเอกสารรายงานฯไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งอาจทำให้สังคมเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง เกียรติภูมิ และความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

นอกจากนั้น เนื้อหาในรายงานบางส่วน ยังอ้างคำกล่าวของผู้ร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมาน ทำนองว่าถูกจับให้เปลือยกายในห้องเย็นต่อหน้าทหารพรานหญิง และโดนทหารพรานหญิงเอาหน้าอกมาแนบที่หน้า ซึ่งการเขียนข้อความเช่นนี้ ถือเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสตรีอย่างร้ายแรง

ฟ้องร้องคือสันติวิธี-ท้าโชว์หลักฐานในศาล

พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวด้วยว่า การแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย ถือเป็นการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธี เพื่อนำไปสู่การแสวงหาความจริงร่วมกันในชั้นศาล โดยเชื่อมั่นว่าหากพยานหลักฐานมีอยู่จริง ผู้จัดทำรายงานต้องนำไปเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล แต่หากข้อมูลไม่มีอยู่จริงหรือมีเจตนาบิดเบือน ผู้จัดทำรายงานก็สมควรได้รับโทษตามกฎหมายในฐานะที่เป็นผู้ละเมิดสิทธิ ทำลายเกียรติยศ ศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทเสียสละ และหน่วยงานของรัฐได้พยายามมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อลดเงื่อนไขหล่อเลี้ยงความรุนแรง

"พรเพ็ญ"นั่งประธานแอมเนสตี้ฯประเทศไทย

ทีมโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงข่าวและเผยแพร่แถลงการณ์นี้เมื่อวันเสาร์ที่ 11 มิ.ย.59 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการเลือกประธานแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทยคนใหม่ ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับเลือกคือ น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ หนึ่งในสามนักสิทธิมนุษยชนที่ถูก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งความดำเนินคดีฐานร่วมกันเปิดเผยรายงานการซ้อมทรมานที่ชายแดนใต้นั่นเอง

ลั่นต่อสู้ทวงศักดิ์ศรีคนทำงานด้านสิทธิฯ

น.ส.พรเพ็ญ กล่าวกับ "ทีมข่าวอิศรา" ว่า อยากให้อ่านรายงานทั้งฉบับก่อนการวิพากษ์วิจารณ์ และว่าเรากำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งถึงแม้ไม่ใช่การใช้ความรุนแรงทางอาวุธ แต่ก็คงบาดเจ็บไม่แพ้กัน โดยเกิดมาจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์และความคิดที่แตกต่างกันระหว่างนักสิทธิมนุษยชนและกองทัพ ขอให้ความขัดแย้งนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์ และผู้เสียหายต้องไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมืออย่างที่แถลงการณ์ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ากล่าวอ้าง ทั้งผู้เสียหายจากการทรมาน และทหารพรานหญิงที่ถูกนำมากล่าวถึง จนทำให้กองทัพต้องออกมาปกป้องเกียรติยศ

"ช่วงนี้ช่วงรอมฎอน ได้เรียนรู้ถึงเรื่องการมะอัฟ (ขอโทษ ขออภัย ให้อภัย) ขอให้บรรยากาศนี้ทำให้เราค้นหาสันติสุขและความสงบ แต่เราคงต้องสู้ต่อไปเพื่อความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีของคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในสังคมนี้ด้วย" น.ส.พรเพ็ญ กล่าว

แจงจัดทำรายงานซ้อมทรมานฯได้มาตรฐาน

ประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) คนใหม่ ยังบอกด้วยว่า การเก็บข้อมูลเพื่อจัดทำรายงานการซ้อมทรมานนั้น ใช้การสัมภาษณ์ผู้เสียหายโดยใช้แบบฟอร์มที่มีมาตรฐาน ผู้สัมภาษณ์ได้รับการอบรมและทำความเข้าใจกับแบบฟอร์มจำนวน 34 หน้า มีการจัดอบรมทำความเข้าใจในเรื่องกฎหมายและความเข้าใจเรื่องการทรมานและปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม รวมทั้งความรู้เรื่องนิติวิทยาศาสตร์และสุขภาพจิตของผู้เสียหายจากการทรมาน เพื่อเพิ่มพูนทักษะของผู้ทำการสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาหลัก ทั้งในการสัมภาษณ์และรับฟัง ส่วนการจดบันทึก เนื่องจากจะต้องมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ จึงทำการจดบันทึกเป็นภาษาไทย ผู้สัมภาษณ์เป็นอาสาสมัครจากกลุ่มด้วยใจ และเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี ทำให้เข้าถึงผู้เสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เสียหายกล้าพูดและเล่าเรื่องราวที่โหดร้ายทั้งในขั้นตอนการจับกุม การควบคุมตัว การถูกซักถาม สอบสวน การถูกทำร้ายร่างกาย การถูกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมในหลายๆ รูปแบบให้ฟัง ซึ่งหลายกรณีกว่าที่ผู้เสียหายจะกล้าเล่าและระบายความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นภาษาพูดต่อหน้าบุคคลอื่น ต้องใช้เวลานานเป็นปี

  • Hot News

  • Top News

  • Latest News

  • English : Latest News

  • Melayu : Latest News